Q Healing Clinic

Contact Us

ติดต่อเรา

ยินดีให้คำปรึกษาและดูแลสุขภาพของคุณอย่างตรงจุด
ด้วยศาสตร์การแพทย์แผนจีนดั้งเดิมผสมผสานแพทย์สมัยใหม่

GET IN TOUCH

Contact & Booking

Appointments can be booked easily via LINE, phone, or visit us at our clinic in Bangkok.

สาขา มาร์เก็ตเพลส นางลิ้นจี่

(Marketplace Nanglinchee)

สาขา ลาซาล อเวนิว

(Lasalle’s Avenue)

ส่งข้อความมาหาเรา

COMMON QUESTIONS

Frequently Asked Questions

ฝังเข็มทำได้บ่อยแค่ไหน นานแค่ไหนถึงจะเห็นผล ?

        จำนวนการรักษาขึ้นอยู่กับอาการความเรื้อรังของโรค เช่น อาการปวดแบบเฉียบพลัน
โดยทั่วไป อาการเฉียบพลันอาจเห็นผลใน 1-3 ครั้งแรก หลังจากการรักษา
อาการเรื้อรังอาจต้องทำต่อเนื่องสัปดาห์ละ 1-2 ครั้ง เป็นเวลา 5-10 ครั้ง
เพื่อผลลัพธ์ที่ดีอย่างต่อเนื่องทั้งนี้ขึ้นอยู่กับอาการ และข้อจำกัดในการรักษาของแต่ละบุคคล
ต้องผ่านการประเมินจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

         โดยทั่วไปแล้ว การรักษาไม่ว่าจะเป็นฝังเข็มหรือครอบแก้วสามารถทำได้บ่อยประมาณ 1-2 ครั้งต่อสัปดาหขึ้นอยู่กับแพทย์ประเมิน แต่ความถี่ที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ในการรักษาและสภาพร่างกายของแต่ละบุคคล

ความถี่ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การรักษา
         เพื่อการรักษาอาการปวดเรื้อรัง: ในช่วงเริ่มต้นอาจทำได้บ่อยถึง 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์
ตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อเร่งการฟื้นฟู
         เพื่อการดูแลสุขภาพทั่วไป: แนะนำให้ทำประมาณ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง
หรือเดือนละ 1-2 ครั้ง เพื่อกระตุ้นการไหลเวียนของเลือด
         สำหรับการฟื้นฟูร่างกาย (นักกีฬา): สามารถทำได้ทุกๆ 2-5 ครั้ง/สัปดาห์
หลังจากการออกกำลังกาย เตรียมแข่งกีฬา เพื่อลดการบาดเจ็บเพิ่ม Performance

Each treatment plan is personalized. Chronic or long-standing concerns typically
require 1–2 sessions per week over a period of time. Acute conditions may need fewer sessions.
Wellness maintenance is approximately 4 sessions per year to support balance and vitality.

ก่อนฝังเข็ม
1.รับประทานอาหารตามปกติ ก่อนเข้ารับการฝังเข็ม 1-2 ชั่วโมง ไม่มากจนเกินไป เพราะถ้าฝังเข็มในช่วงผู้ป่วยอ่อนเพลียหิวหรือแน่นท้องมากจะมีโอกาสเสี่ยงต่อการเป็นลมได้ง่าย
2.นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ อย่างน้อย 6 – 8 ชั่วโมง ในคืนก่อนมาเข้ารับการฝังเข็ม
3.แจ้งโรคและยาประจำตัว อย่างเช่น ติดเครื่อง กระตุ้นหัวใจ (Pacemaker)

หลังฝังเข็ม
1.ดื่มน้ำให้เพียงพอ อุณหภูมิปกติ ได้ในปริมาณ อย่างน้อย 1.5-2 ลิตรต่อวัน หรือ 8 แก้ว ต่อวัน
2.งดดื่มแอลกอฮอล์ ออกกำลังกายหนัก หลังจากฝังเข็ม อย่างน้อย 1 ชั่วโมง
3.หลีกเลี่ยง โดนพัดลม แอร์ เป่าตัวโดยตรง หรืออาบน้ำด้วยน้ำเย็น อย่างน้อย 1 ชั่วโมง

After a session, you may experience deep relaxation or emotional release, mental clarity or lightness, gentle fatigue as the body integrates the treatment, or mild muscle sensations. These responses are natural and temporary. We recommend drinking plenty of water, moving gently, and avoiding alcohol or intense activity.

การครอบแก้วคือการใช้สูญญากาศ ครอบไปยังบริเวณผิวหนัง การที่ผิวหนังถูกดูดด้วยแก้ว
ที่เป็นสูญญากาศไฟ จะทำให้เกิดการไหลเวียนของเลือดบริเวณนั้น เป็นการปั๊มเลือดเข้าสู่กล้ามเนื้อ
บริเวณที่ทำการครอบเเก้ว หลอดเลือดฝอยขยายตัวขึ้น นำมาสู่การที่เนื้อเยื่อได้รับเลือดออกซิเจนมากขึ้น กระบวนการซ่อมแซมจึงมีประสิทธิภาพมากขึ้น การเพิ่มออกซิเจนในเนื้อเยื่อยังช่วยเพิ่มความสามารถในการต้านการอักเสบ ปรับสมดุลร่างกาย ช่วยให้เสริมสร้างภูมิร่างกาย ให้ร่างกายเกิดการซ่อมแซม

สีของครอบแก้วจะหายภายในกี่วัน : หลังทำจะมีรอยครอบแก้ว ซึ่งเป็นเรื่องปกติ จะค่อยๆ จางหายไปเองภายใน 3-5 วัน สำหรับผู้ที่ดื่มน้ำเพียงพออย่างน้อยวัน 2 ลิตร หากดื่มน้ำไม่ถึงอย่างน้อยวันละ 2 ลิตร และยังมีการกดทับกล้ามเนื้อบริเวณนั้น สีของรอยครอบแก้วจะหายไปภายใน 1-2 สัปดาห์

หากกังวลสีครอบแก้ว สามารถแจ้งคุณหมอได้ คุณจะใช้วิธีในการเดินแก้วเผื่อยืดกล้ามเนื้อ
และจะไม่ทิ้งแก้วแน่นและนาน เพื่อไม่ให้มีรอยแก้ว แต่ยังคงการยืดกล้ามเนื้อ เพิ่มการไหลเวียนเลือดด้วยแก้ว ลดอาการล้าของกล้ามเนื้อหลังจากฝังเข็มได้

Cupping therapy involves gently placing glass cups on the skin using suction.
This technique helps release tension, stimulate circulation, and support the body’s natural detoxification processes. Temporary redness or circular marks may appear but usually fade within 3–7 days.

         การฝังเข็ม สามารถช่วยปรับระบบควบคุมความอยากอาหาร ฮอร์โมน และระบบประสาท เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงในระบบประสาทและการควบคุมฮอร์โมนของร่างกายเป็นหลักอย่าง ฮอร์โมนอิ่ม เลปติน (Leptin) และ อินซูลิน (Insulin) เป็นฮอร์โมนหลักสองชนิดที่ยับยั้งการรับประทานอาหาร การศึกษาในสัตว์ทดลองแสดงให้เห็นว่าระดับ เลปติน และ อินซูลิน ในไฮโปทาลามัส (Hypothalamus) ของสัตว์อ้วนนั้นต่ำกว่า ในขณะที่ระดับฮอร์โมนเหล่านี้ ในเลือดสูงกว่า การฝังเข็มสามารถเพิ่มระดับเลปติน และอินซูลิน ในไฮโปทาลามัส
ลดภาวะดื้อต่ออินซูลินและเลปตินในเลือด เพิ่มความไวในการกระตุ้นของศูนย์ความอิ่ม (ซึ่งตั้งอยู่ในไฮโปทาลามัส) และลดกิจกรรมทางประสาทของศูนย์ความหิว (ซึ่งอยู่ในไฮโปทาลามัสเช่นกัน) ส่งผลให้ควบคุมความอยากอาหาร ลดปริมาณแคลอรี่ที่ได้รับ
และส่งเสริมการเผาผลาญไขมันสะสมในร่างกายจึงช่วยปรับสมดุลความไม่สมดุลนี้ได้

1. กลไกทางวิทยาศาสตร์ต่อการลดน้ำหนัก
การฝังเข็มส่งผลต่อระบบสำคัญที่เกี่ยวข้องกับรูปร่าง 3 ระบบหลัก:
 – ระบบประสาทและสารสื่อประสาท (Neurotransmitters):
      : การฝังเข็มช่วยกระตุ้นการหลั่ง Endorphins และ Serotonin ซึ่งช่วยลดความเครียด (Cortisol) เพราะความเครียดคือตัวการสำคัญที่
        ทำให้ร่างกายสะสมไขมันหน้าท้องและติดของหวาน

– ระบบฮอร์โมนควบคุมความหิว (Endocrine System):   
     : มีงานวิจัยระบุว่าการฝังเข็มช่วยปรับระดับฮอร์โมน Leptin (ฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกอิ่ม) และ Ghrelin (ฮอร์โมนที่ทำให้รู้สึกหิว) ให้สมดุลขึ้น
       ทำให้เราไม่รู้สึกหิวจนเกินไป (Suppress Appetite)

– ระบบประสาทอัตโนมัติ (Autonomic Nervous System):
    : ช่วยกระตุ้นระบบประสาท Parasympathetic ซึ่งส่งผลให้ ระบบย่อยอาหารและการดูดซึมทำงานได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

2. การกระตุ้นการเผาผลาญ (Metabolism) ในเชิงวิทยาศาสตร์ การฝังเข็มช่วยเรื่องการเผาผลาญได้ผ่านกลไก
– การลดภาวะดื้ออินซูลิน (Insulin Resistance): ช่วยให้ร่างกายดึงน้ำตาลในเลือดไปใช้เป็นพลังงานได้ดีขึ้น ลดการเปลี่ยนน้ำตาลไปเก็บสะสมเป็นไขมัน
– การเพิ่มอุณหภูมิและการไหลเวียน: การฝังเข็มในจุดเฉพาะสามารถเพิ่มการไหลเวียนเลือดและกระตุ้นการทำงานของระบบเผาผลาญพื้นฐาน (BMR) ให้ทำงานได้ดีขึ้นเล็กน้อย

         การฝังเข็มเพื่อเพิ่มความสูง (Acupuncture for Height Increase) เป็นแนวทางการรักษาที่ผสมผสานศาสตร์การแพทย์แผนจีนเข้ากับระบบสรีรวิทยาในปัจจุบัน โดยหลักการสำคัญไม่ได้เป็นการ “ดึง” กระดูกให้ยาวออกโดยตรง แต่เป็นการ “เปิดสวิตช์” ให้ร่างกายดึงศักยภาพสูงสุดในการเติบโตออกมา

การฝังเข็มจะเน้นการปรับสมดุลจากภายใน 3 ด้านหลัก

1. กระตุ้นการหลั่งโกรทฮอร์โมน (Growth Hormone): การฝังเข็มในจุดสะท้อนที่สำคัญ
เช่น บริเวณศีรษะ (จุดไป๋ฮุ่ย) หรือจุดบริเวณขาส่วนล่าง มีส่วนช่วยกระตุ้นการทำงานของต่อมใต้สมอง
ให้หลั่งฮอร์โมนการเจริญเติบโตออกมาอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
2. ฟื้นฟูระบบม้ามและไต: ตามตำราแพทย์จีน ไตควบคุมกระดูก และม้ามควบคุมกล้ามเนื้อ
และระบบย่อยอาหาร หากสองระบบนี้แข็งแรง ร่างกายจะดูดซึมแคลเซียม สารอาหาร
และนำไปสร้างมวลกระดูกใหม่ได้ดียิ่งขึ้น
3. ปรับโครงสร้างและแนวกระดูก: บ่อยครั้งที่ความสูงหายไปเพราะบุคลิกภาพ
เช่น หลังค่อม หรือแนวกระดูกสันหลังคดงอ การฝังเข็มช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ตึงยึด
ทำให้กระดูกสันหลังยืดตรงขึ้น ส่งผลให้ความสูงเพิ่มขึ้นจากสรีระที่ถูกต้อง

เมื่อเข็มกระตุ้นไปตามจุดลมปราณ ร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลง

1. การขยายตัวของกระดูกอ่อน (Epiphyseal Plate): ในเด็กหรือวัยรุ่นที่กระดูกยังไม่ปิด การฝังเข็มจะเพิ่มการไหลเวียนเลือดไปเลี้ยงบริเวณข้อต่อ ช่วยให้เซลล์กระดูกอ่อนแบ่งตัวได้ดีขึ้น
2. คุณภาพการนอนหลับที่ดีขึ้น: การฝังเข็มช่วยลดความเครียดและปรับระบบประสาทส่วนกลาง ทำให้เข้าสู่ช่วง Deep Sleep ได้ง่ายขึ้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาทองที่ร่างกายจะซ่อมแซมและขยายตัว
3. ระบบเผาผลาญทำงานได้เต็มที่: ร่างกายจะรู้สึกสดชื่น มีกำลัง และลดอาการป่วยออดๆ แอดๆ ทำให้กระบวนการเจริญเติบโตไม่สะดุด
ทั้งนี้ฝังเข็มเป็นตัวช่วยเท่านั้น การจะเห็นผลลัพธ์ที่ยั่งยืนต้องทำ
ควบคู่กับการออกกำลังกาย โภชนาการและอาหาร การนอนหลับพักผ่อนที่เพียงพอ

         การฝังเข็มเพื่อความงาม (Cosmetic Acupuncture) การฝังเข็มคือการ กระตุ้นให้ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง และ ปรับสมดุลภายใน เพื่อให้ผิวพรรณดีขึ้นจากโครงสร้างระดับเซลล์ ในมุมมองทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ ไม่ได้มองว่าเป็นเรื่องของ “พลังงาน” Qi เพียงอย่างเดียว
แต่มีกลไกทางชีวภาพที่อธิบายถึงการจัดการ ปัญหาผิวอย่าง สิว ฝ้า และกระ ดังนี้

1. กลไก “Micro-trauma” กระตุ้นการซ่อมแซมผิว
เมื่อเข็มขนาดเล็กมากปักลงไปบนผิวหน้า จะเกิดการบาดเจ็บระดับจุลภาค (Micro-injuries)
ซึ่งร่างกายจะตอบสนองด้วยการ กระตุ้นการสร้างคอลลาเจน (Collagen Induction)
ร่างกายจะส่งสัญญาณให้สร้างคอลลาเจนและอีลาสตินใหม่เพื่อซ่อมแซมแผลขนาดเล็กเหล่านั้น
ผลที่ได้คือผิวที่แน่นขึ้น รูขุมขนกระชับ และริ้วรอยจางลง เพิ่มการไหลเวียนเลือด (Microcirculation)
เข็มจะช่วยขยายหลอดเลือดฝอย ทำให้เลือดนำออกซิเจนและสารอาหารมาเลี้ยงเซลล์ผิวได้ดีขึ้น
ผิวจึงดูเปล่งปลั่งหรือหน้าใสมากขึ้น

2. การจัดการ “สิว” (Acne)
วิทยาศาสตร์อธิบายการช่วยเรื่องสิวผ่าน 3 กลไกหลัก
1.ลดการอักเสบ (Anti-inflammatory Effect) การฝังเข็มช่วยกระตุ้นการหลั่งสารที่ช่วยยับยั้ง
การอักเสบในร่างกาย ลดความเห่อแดงของสิวอักเสบ
2.ปรับสมดุลฮอร์โมน การฝังเข็มที่จุดบนร่างกาย (เช่น มือ หรือ ขา) ช่วยปรับการทำงาน
ของระบบประสาทอัตโนมัติและต่อมไร้ท่อ ซึ่งมีส่วนช่วยคุมการผลิตน้ำมัน (Sebum) ที่ผิวหนัง
3.กระตุ้นระบบน้ำเหลือง ช่วยในการขับของเสียและแบคทีเรียออกจากชั้นผิวได้เร็วขึ้น

3. การจัดการ “ฝ้า และ กระ” (Pigmentation)
ในเชิงวิทยาศาสตร์ การฝังเข็มไม่ได้ลบเม็ดสีได้ทันทีเหมือนเลเซอร์ แต่ช่วยผ่านกลไกการผลัดเซลล์ผิว (Cell Turnover) เมื่อการไหลเวียนเลือดดีขึ้น ขบวนการผลัดเซลล์ผิวตามธรรมชาติจะทำงานได้ดีขึ้น ทำให้เม็ดสีเมลานินที่ตกค้างถูกผลัดออกไปตามวงจร
ยับยั้งการทำงานของเซลล์สร้างเม็ดสีงานวิจัยบางส่วนชี้ว่าการฝังเข็มช่วยปรับสมดุลของสารสื่อประสาทที่ไปกระตุ้นเซลล์ Melanocytes ทำให้การผลิตเม็ดสีที่ผิดปกติลดลง
(ได้ผลดีในกรณีฝ้าที่เกิดจากความเครียดหรือฮอร์โมน)

ผลลัพธ์จะต่างจากเลเซอร์ที่เห็นผลไว การฝังเข็มต้องการการรักษาต่อเนื่อง (มักจะ 5-10 ครั้งขึ้นไป) เพื่อให้ร่างกายปรับตัวและสร้างคอลลาเจนใหม่ด้วยตัวเอง
ผลลัพธ์เฉพาะบุคคลขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านอายุ สภาพผิวเดิม และไลฟ์สไตล์ (การนอน การสูบบุหรี่)
มีผลต่อประสิทธิภาพการรักษามาก

         การแปะ “เมล็ดผักกาด” (Wang Bu Liu Xing) หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Ear Seeds
เป็นหนึ่งในเทคนิคของ อวัยวะบำบัดผ่านใบหู (Auriculotherapy) การแปะเมล็ดผักกาดที่หู (Ear seed)
เป็นศาสตร์การแพทย์แผนจีนอย่างหนึ่งที่ใช้ เป็นตัวช่วย ในการรักษาเสริม (Complementary Medicine)
         ในทางวิทยาศาสตร์ การแปะเมล็ดผักกาดไม่ได้ทำงานผ่านเส้นลมปราณ (Meridian Line) แต่ทำงานผ่านระบบประสาท
1.การกระตุ้นเส้นประสาทสมอง: ใบหูเป็นจุดรวมของเส้นประสาทสำคัญหลายเส้น
เช่น เส้นประสาทเวกัส (Vagus Nerve) ซึ่งเชื่อมต่อกับอวัยวะภายในและระบบประสาทอัตโนมัติ
การกดนวดบริเวณเมล็ดผักกาดจะส่งสัญญาณไปยังสมองเพื่อปรับสมดุลการทำงานของร่างกาย
2.การหลั่งสารสื่อประสาท: การกระตุ้นจุดเฉพาะบนใบหูช่วยให้ร่างกายหลั่ง Endorphins
(สารแห่งความสุขที่ช่วยลดปวด) และ Dopamine ซึ่งช่วยลดความเครียดและปรับอารมณ์

ประโยชน์ที่ได้รับการยอมรับในงานวิจัยปัจจุบัน
งานวิจัยทางการแพทย์ (Systematic Reviews และ Clinical Trials)
พบว่าการแปะเมล็ดผักกาดมีส่วนช่วยเสริมในเรื่องต่อไปนี้

1.การจัดการความเจ็บปวด (Pain Management): ช่วยลดอาการปวดหลังส่วนล่าง, ปวดประจำเดือน และปวดศีรษะไมเกรน โดยใช้เป็นทางเลือกเสริมร่วมกับการรักษาหลัก
2.โรคนอนไม่หลับ (Insomnia): มีงานวิจัยระบุว่าการกระตุ้นจุดบนใบหูช่วยเพิ่มคุณภาพการนอนหลับ และช่วยให้เข้าสู่ภาวะหลับลึกได้ดีขึ้น
3.ความวิตกกังวลและภาวะเครียด: ช่วยลดระดับความตื่นตัวของระบบประสาท Sympathetic ทำให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายลง
4.การควบคุมความหิวและลดน้ำหนัก: การแปะจุดที่สัมพันธ์กับระบบย่อยอาหารและหิว (Appetite control) อาจช่วยลดความอยากอาหารได้ในบางราย แม้ผลลัพธ์จะยังไม่ชัดเจนเท่าการคุมอาหารและออกกำลังกาย

ข้อควรระวังในเชิงการแพทย์
1.แพทย์มักแนะนำให้ใช้เป็น “การรักษาเสริม” (Complementary Medicine) เท่านั้น ไม่ควรใช้ทดแทนการรักษาโรคอันตรายหรือโรคเรื้อรัง
2.หากแปะไว้นานเกินไป (ปกติไม่ควรเกิน 7-10 วัน ในจุดเดิมๆ) หรือรักษาความสะอาดไม่ดี อาจเกิดการระคายเคือง ผิวหนังอักเสบ หรือติดเชื้อบริเวณใบหูได้
3.แนะนำให้ปรึกษาแพทย์เพื่อช่วยเลือกจุดแปะหูที่เหมาะสม และควรรับการรักษาโรคหลักร่วมไปด้วยเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

การฝังเข็มสามารถเบิกประกันได้ หากกรมธรรม์คุ้มครองการรักษาทางเลือก
หรือโรคที่รักษา (เช่น ออฟฟิศซินโดรม บาดเจ็บจากกีฬา) โดยส่วนใหญ่
ต้องรักษาโดยแพทย์แผนปัจจุบันที่อบรมฝังเข็ม หรือแพทย์แผนจีนที่มีใบอนุญาต
แนะนำให้ตรวจสอบเงื่อนไขความคุ้มครอง (OPD/IPD) และสำรองจ่ายก่อนยื่นเคลม

รายละเอียดการเบิกฝังเข็ม
ประกันสุขภาพเอกชน: เบิกได้ หากแผนประกันคุ้มครองการแพทย์ทางเลือก
ต้องตรวจสอบกับบริษัทประกัน หรือดูในกรมธรรม์

สิทธิประกันสังคม/บัตรทอง: ไม่สามารถเบิกจากคลินิกฝังเข็มได้
แต่บางโรงพยาบาลรัฐตามสิทธิ อาจใช้ได้บ้างตามดุลยพินิจของแพทย์
เอกสารที่ต้องใช้: ใบรับรองแพทย์ที่ระบุความจำเป็นในการรักษาและใบเสร็จรับเงิน